แกะรอยความสำคัญ
ธุรกิจเล็ก ในประเทศไทย
หากเปรียบชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติไทย ธุรกิจขนาดเล็กก็เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของ
เศรษฐกิจญี่ปุ่น
หรืออาจกล่าวได้ว่า ธุรกิจขนาดเล็กคือลักษณะเฉพาะที่เด่นมากๆ
ของสังคมเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพราะสามารถดูดซับแรงงานได้ถึง 2 ใน 3
ของแรงงานทั้งประเทศ และสร้างผลผลิตป้อนตลาดได้ถึง 2 ใน 3
ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ
เป็นสถิติที่นำหน้าเหนือทุกชาติ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งสหภาพยุโรป
หรือแม้กระทั่งยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐอเมริกา
จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นรัฐบาลไทยพยายามศึกษาต้นแบบธุรกิจขนาดเล็กของญี่ปุ่น
เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยของไทยให้เจริญรอยตาม
ความที่ธุรกิจขนาดเล็กมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเศรษฐกิจประเทศ
ทำให้ญี่ปุ่นสร้างกลไกส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กอย่างเป็นระบบ
ภายใต้การดูแลของกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน
ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบาย แก้ไขกฎหมาย
และจัดหางบประมาณส่งเสริมในสัดส่วนที่มากอย่างน่าทึ่ง
แต่ละปีจะมีสินเชื่อสำหรับกิจการประเภทนี้หลายล้านล้านเยน
ยิ่งไปกว่านั้น ญี่ปุ่นยังมีมหาวิทยาลัยธุรกิจขนาดเล็กไม่น้อยกว่า 9
แห่งทั่วประเทศ ผลิตผู้ประกอบการรายใหม่ป้อนสู่ระบบเศรษฐกิจช่วงปี
2547-2550 ไม่ต่ำกว่า 4.5 ล้านราย
ปัจจุบันธุรกิจขนาดเล็กของญี่ปุ่นแบ่งคร่าวๆ ได้ 4 กลุ่ม ประกอบด้วย
กลุ่มธุรกิจขายปลีกและขายส่ง ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด
ส่วนมากเป็นร้านค้าและบริการทั่วไป
มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก
เพราะเป็นกลไกหลักในการกระจายสินค้าสู่ชุมชน
หล่อเลี้ยงทั้งชีวิตคนเมืองและชุมชนเล็ก
โดยภายหลังจากการเปิดประเทศรับกลุ่มนักท่องเที่ยวนานาชาติที่หลั่งไหลเข้า
สู่ญี่ปุ่นมากขึ้น
ก็ยิ่งช่วยขยายฐานกำลังซื้อในประเทศที่มีมากอยู่แล้วให้มากขึ้นไปอีก
กลุ่มหัตถอุตสาหกรรม มีสัดส่วนใหญ่เป็นอันดับ 2 รองลงมา
สามารถแยกย่อยออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ หัตถอุตสาหกรรมแบบประเพณี อาทิ
ธุรกิจผลิตกิโมโน พัดกระดาษ เครื่องเคลือบ เป็นต้น
บ้านเราที่พยายามเลียนแบบก็โครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น หรือโอท็อป
หรือที่คุ้นหูก่อนถูกเปลี่ยนชื่อก็
โครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลนั่นแหละ
หลายคนอาจสงสัยอยู่ว่า อุตส่าห์เลียนแบบมา ทำไมไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร!!
สาเหตุก็เพราะสินค้าชุมชนของญี่ปุ่นนั้น
ถ้าเป็นของชุมชนไหนก็ต้องไปหาซื้อตามถิ่นนั้น
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่นอกจากสร้างชื่อเสียงให้สินค้าแล้ว
ยังช่วยส่งเสริมในเรื่องการท่องเที่ยวได้อีกต่อ
ต่างกับบ้านเรา สินค้าไม่ว่าจะผลิตมาจากไหน
หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน
การสร้างเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นก็เลยเกิดลำบาก แถมลอกเลียนแบบกันจนเละ
เละทั้งเจ้าของต้นตำรับ เละทั้งคนที่ไปลอกเขามา แล้วก็พากันเจ๊งระนาว
ถัดมาเป็น หัตถอุตสาหกรรมที่หล่อเลี้ยงคนในชุมชน อาทิ ร้านอาหาร ร้านตัดผม
สุดท้ายคือ
หัตถอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดในประเทศและเป็นผู้ผลิตรับช่วงจากบริษัทใหญ่
การรับช่วงผลิตของหัตถอุตสาหกรรมประเภทหลังนี้ มีนัยสำคัญอีกเช่นกัน
ในแง่ของการขยายกิจการออกสู่ต่างประเทศ
ซึ่งแต่เดิมบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตขั้นสุดท้าย
อาศัยธุรกิจขนาดเล็กคอยป้อนสินค้าและบริการขั้นกลางให้
แทนที่จะผลิตเองทั้งหมด
วิธีดังกล่าวปฏิบัติสืบเนื่องมาแต่ในอดีต
กระทั่งภายหลังการแข่งขันในเรื่องของต้นทุนราคาถูกกลายเป็นกระแสที่แต่ละ
ประเทศช่วงชิงความได้เปรียบกัน
บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่นจึงย้ายฐานออกสู่ต่างประเทศ
พร้อมกับดึงผู้ผลิตรับช่วงออกไปผลิตสินค้านอกประเทศเพื่อลดต้นทุนด้วย
กลายเป็นว่า
ไม่เฉพาะแต่ธุรกิจรายใหญ่เท่านั้นที่สยายปีกออกนอกประเทศไปกอบโกยกำไรกลับ
สู่บ้านเกิดได้ แม้แต่ธุรกิจขนาดเล็กของญี่ปุ่นก็สามารถโกอินเตอร์
สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำไม่แพ้รายใหญ่เช่นกัน
กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่เหลืออีก 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบริการส่วนบุคคล และ
กลุ่มเกษตรกร มีสัดส่วนไม่มาก แต่รัฐบาลก็ดูแลทั่วถึงไม่แพ้ 2 กลุ่มใหญ่
อย่างไรก็ดี การยืนหยัดของธุรกิจขนาดเล็กในญี่ปุ่น
แม้จะแยกไม่ออกจากการอุ้มชูขององค์กรรัฐ
หากแต่ปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้เติบโตอย่างเข้มแข็ง
หลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 จวบจนถึงปัจจุบันได้
ก็เพราะกิจการส่วนใหญ่เกิน 50% เป็นธุรกิจครอบครัวที่สืบทอดความรู้
ตลอดจนเทคนิคการผลิตจากรุ่นสู่รุ่น ตกทอดกันมาเรื่อยๆ
กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และสามารถใช้เป็นหลักประกันในเรื่องของคุณภาพสินค้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ
การสร้างเครือข่ายทางสังคม
เพื่อใช้ประโยชน์เกื้อหนุนต่อการลดต้นทุนผลิตของตัวเอง
ควบคู่กับการสร้างตลาด ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางธุรกิจ
ทุกวันนี้ธุรกิจขนาดเล็กของญี่ปุ่นที่ยังดำรงอยู่ได้อย่างแข็งแรง
เป็นเสาหลักให้เศรษฐกิจของชาติได้
ส่วนหนึ่งก็เพราะความเป็นชุมชนยังหลงเหลืออยู่ค่อนข้างมากในสังคมเมือง
เป็นภูมิต้านทานสำคัญต่อการเคลื่อนตัวเข้ามาของธุรกิจยักษ์ใหญ่ค่ายต่างชาติ
กระทั่งค่ายใหญ่ในประเทศก็ใช่จะรุกรานธุรกิจเล็กได้โดยง่าย
ข้อสำคัญอีกประการคือ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีชนชั้นกลางเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
ขณะที่สัดส่วนชาวนาเหลือไม่ถึง 10% จากจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ
แถมในสัดส่วนดังกล่าวยังเป็นชาวนาแบบขาจรปะปน อธิบายง่ายๆ ก็คือ
จะประกอบอาชีพเฉพาะฤดูทำนาเท่านั้น
รัฐบาลญี่ปุ่นจึงแบกรับภาระชนชั้นล่างในสัดส่วนที่ต่ำ
และชนชั้นกลางของญี่ปุ่นนี่เองที่มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจ
เพราะเป็นกำลังซื้อหลักในประเทศที่ช่วยรองรับธุรกิจของคนในชาตินั่นเอง
จากภาพรวมที่ว่ามาทั้งหมด นี่ก็คงพอจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมธุรกิจขนาดเล็กของญี่ปุ่นถึงได้แข็งแกร่งนัก

ที่มา : คู่คิดเอสเอ็มอี/โพสต์ทูเดย์
