ทายาท 94 ํ Coffee ปะทะกาแฟรถเข็น
Monday, 28 December 2009 06:47
ทายาท 94 ํ Coffee ปะทะกาแฟรถเข็น
หลายปีมานี้ธุรกิจร้านกาแฟผุดกันเป็นดอกเห็ด อยากทำธุรกิจคิดอะไรไม่ออกก็ขายกาแฟดีกว่าทำให้เราเห็นบู๊ธกาแฟขนาดเล็ก และรถเข็นกาแฟเต็มไปหมดและร้านกาแฟย่อยๆ เหล่านี้ กำลังทำให้ร้านกาแฟเกรด A ปวดหัว เพราะลูกค้าส่วนหนึ่งหดหายไปลิ้มรสกาแฟรถเข็นแทนหนึ่งในนั้นคือกาแฟคั่วบดต้มในนํ้าร้อนมาตรฐาน 94 องศา อย่างร้าน 94 ํCoffee (NINETY-FOUR COFFEE) ซึ่งมีแฟรนไชส์ 40 สาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่ต้องปรับกลยุทธ์กันจ้าละหวั่นเริ่มต้นด้วยการยกเลิกการเก็บค่าแฟรนไชส์จำนวน 500,000 บาทเรื่องนี้ กิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร บริษัท อโรม่า กรุ๊ป ผู้บริหารร้าน 94 ํ
Coffee (NINETY-FOUR COFFEE) ให้เหตุผลที่ต้องยกเลิกการเก็บค่าแฟรนไช
ส์ ก็เนื่องจากตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัทฯ แม่ขาดทุนมาโดยตลอด จากค่าใช้จ่ายด้านการประชาสัมพันธ์ การช่วยแก้ไขปัญหาให้แฟรนไชส์ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของทั้ง 2 ฝ่าย ทางบริษัทฯ จึงมีความคิดว่าจะยกเลิกการเก็บค่าแฟรนไชส์ดังกล่าว ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องลงมาดูแลกิจการร้าน 94 ํCoffee มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ร้านประสบความสำเร็จในเรื่องผลกำไรมากกว่าเท่ากับว่าสาขาใหม่ที่จะขายในปี 2553 ไม่ต้องเสียค่าแฟรนไชส์กลยุทธ์ที่ 2 คือซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรแทนการผลิตเอง “เราไม่มีความชำนาญในเรื่องนี้ ดังนั้นจึงควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเกษตรกรแทน ซึ่งเป็นการดีเพราะทำให้เราสามารถเลือกซื้อเมล็ดกาแฟตามที่ต้องการได้ ซึ่งที่ผ่านมาธุรกิจในเครืออโรม่า จะใช้เมล็ดกาแฟประมาณ 1,000ตัน/ปี โดยแบ่งเป็นกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า (ปลูกในภาคใต้) ประมาณ 70%และกาแฟพันธุ์อราบิก้าอีก 30% เนื่องจากพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นกาแฟเย็น ดังนั้นการใช้กาแฟพันธุ์โรบัสต้า จะได้ความเข้มข้นของกาแฟมากกว่า ในขณะที่พันธุ์อราบิก้าจะได้ในเรื่องความหอมของกาแฟ” กิจจา กล่าวส่วนในเรื่องของคู่แข่งขณะนี้ถือได้ว่าคนไทยหันไปอุดหนุนการดื่มกาแฟตามรถเข็นมากขึ้น เนื่องจากหารับประทานได้ง่าย และราคาไม่แพง ซึ่งในส่วนนี้ถือว่าแย่งส่วนแบ่งรายได้จากร้าน 94 ํ Coffee และร้านกาแฟสดชาวดอยไปบ้างเล็กน้อย แต่ทางบริษัทฯ ได้วางแผนการตลาดในปี 2553โดยตั้งเป้าใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท ในการประชาสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ประกอบการ โดยเน้นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการขยายตลาดด้วยการสร้างตัวแทนจำหน่ายทั่วทุกภูมิภาคถือเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ที่ไม่หวั่นไหวกับสภาพเศรษฐกิจตกตํ่า แต่กลับหันมาให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หาช่องทางที่แตกต่างเพื่อความอยู่รอด
ที่มา : บางกอกทูเดย์ วันจันทร์ที่ 21 December พ.ศ.2552 20:30 น.
