Sunday Sep 05

เซเว่นฯ เดินหน้า เปิดแฟรนไชส์กาแฟ

"7-11" เดินเครื่องขยายธุรกิจครอบคลุมทั่วประเทศ  ล่าสุดเตรียมเปิดตัวแฟรนไชส์ร้านกาแฟ "คอฟฟี่ ลิงก์"  กลางเดือนก.ค. เผยโฉมสาขาต้นแบบย่านวิภาวดีฯ 64   ขณะที่ร้านสุขภาพและความงาม เอ็กซ์-ต้า  ซุ่มเปิดสาขาแล้วกว่า 30 แห่ง รับเทรนด์กระแสคนห่วงใยสุขภาพเพิ่ม  เผยแผนขยายสาขาเซเว่น 500 แห่งต่อปีส่งผลจำนวนสาขาพุ่งทะลุ 5.5 พันแห่ง ขึ้นอันดับ 3 แซงหน้าไต้หวัน คาดแซงอเมริกาอันดับ 2 เทียบชั้นญี่ปุ่น ปีหน้า

นายสุวิทย์  กิ่งแก้ว   รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส  บริษัท ซีพี ออลล์  จำกัด (มหาชน)  ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น  เปิดเผยว่า  นโยบายของบริษัทยังคงเดินหน้าขยายสาขาธุรกิจในเครือต่อเนื่อง โดยล่าสุดบริษัทมีแผนที่จะขยายการลงทุนในธุรกิจร้านกาแฟ ในรูปแบบของแฟรนไชส์ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ภายใต้ชื่อ "คอฟฟี่ ลิงก์"  โดยเน้นการฝึกอบรมในธุรกิจกาแฟ ให้กับผู้สนใจ โดยมีสาขาต้นแบบตั้งอยู่ที่ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 64  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดให้บริการได้ในกลางเดือนก.ค.นี้  โดยเบื้องต้นคาดว่าจะขยายสาขาคอฟฟี่ ลิงก์ให้ครอบคลุมในทุกภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสให้กับผู้สนใจในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ

นอกจากนี้ยังเน้นขยายสาขาในธุรกิจร้านจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม "เอ็กซ์-ต้า" จนปัจจุบันมีสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 30 แห่ง เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยที่หันมาใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้น  ขณะที่แบรนด์เซเว่น อีเลฟเว่นเอง มีแผนจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 500 สาขาต่อปี โดยในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาสามารถขยายสาขาไปแล้ว 250 สาขา ส่งผลให้เซเว่น มีสาขารวม  5,500 สาขา มากเป็นอันดับ 3 ของโลก จากเดิมที่มีสาขามากเป็นอันดับ 4 รองจากประเทศไต้หวัน  อย่างไรก็ดีการเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง และมีเป้าหมายที่จะขยายให้ได้ 7,000 สาขาภายในปี 2555 จะทำให้เซเว่น ประเทศไทย มีโอกาสที่จะมีสาขาเพิ่มขึ้นแซงหน้าประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันมีสาขาอยู่ 6,000 สาขาทั่วประเทศ เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีสาขารวมกว่า 12,000 สาขา

ด้านภาพรวมธุรกิจค้าปลีกของไทยในปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตได้ที่  10%  แม้ว่าช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.จะมีปัจจัยลบทางด้านการเมืองส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกชะลอตัว  ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้นจะเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่ดีขึ้นและมีอารมณ์ออกมาจับจ่ายใช้สอย  จึงทำให้มั่นใจว่าภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ยังมีอัตราการเติบโตที่ดี  เช่นเดียวกับธุรกิจร้านสะดวกซื้อ   ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น  20%  ของภาพรวมธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ 4  แสนล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ  แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองโดยเฉพาะสาขาที่อยู่ใจกลางเมืองรวม  50  สาขา  ทำให้สูญเสียรายได้คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง  5%