Sunday Sep 05

กวดวิชาอ่วมพิษศก.-การเมือง

พิษเศรษฐกิจ-การเมืองอัดธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาอ่วม ผู้ปกครองปรับพฤติกรรมลดเรียนกวดวิชาน้อยลง ทั้งด้านดนตรี กีฬา ศิลปะ และวิชาการ  เผยร.ร.ติวเลขกระทบหนักสุด ยอดลด 40-50% หลังเด็กหันเรียนกับติวเตอร์เพิ่ม เหตุค่าใช้จ่ายถูก  ตามติดด้วย ร.ร.สอนภาษาอังกฤษ ด้าน "โกลเบิล อาร์ต" ปรับกลยุทธ์ย่อไซซ์ห้องเรียน ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย กระตุ้นแฟรนไชส์ลงทุนเพิ่ม พร้อมเบนเข็มเจาะฐานนักเรียนต่างจังหวัด 

แหล่งข่าวระดับสูงจากแวดวงธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนตั้งแต่ปีก่อน บวกกับผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาอย่างหนัก โดยพบว่าใน 6 เดือนแรกที่ผ่านมา ผู้ประกอบการธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาส่วนใหญ่ มีจำนวนผู้เรียนลดลง  โดยบางโรงเรียนมียอดผู้เรียนลดลง 40-50%  ขณะที่บางโรงเรียนมียอดผู้เรียนลดลง 20-30% โดยเฉพาะโรงเรียนกวดวิชาในกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่จำนวนผู้เรียนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้สาเหตุน่าจะมาจากผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ต้องประหยัดค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ดี ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ โรงเรียนกวดวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองธุรกิจมีการแข่งขันที่รุนแรงอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันจะพบว่า นอกจากผู้ประกอบการที่เป็นแบรนด์ดังมีชื่อเสียง ยังมีผู้สอนรายย่อยหรือที่เรียกว่าติวเตอร์เกิดขึ้นมาก และมีจุดเด่นที่สอนกลุ่มน้อย ค่าใช้จ่ายถูก ทำให้ผู้ปกครองส่วนหนึ่งเลือกที่จะใช้บริการแทนการส่งบุตรหลานไปเรียนในโรงเรียนดัง

ขณะเดียวกันพบว่าพฤติกรรมผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่มุ่งเน้นให้บุตรหลานเรียนกวดวิชาเป็นหลัก รองลงมาคือการเรียนเสริมในวิชาดนตรี  กีฬา หรือศิลปะ แต่ปัจจุบันพบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้ความสนใจส่งบุตรหลานให้เรียนวิชาเสริมมากขึ้น เพื่อพัฒนา EQ และ IQ มากกว่าการเรียนวิชาการ โดยให้เหตุผลว่าเรียนในชั้นเรียนก็หนักแล้ว ควรเรียนวิชาเสริมเพื่อผ่อนคลาย

"ตั้งแต่ปี 2552 ผู้ประกอบการโรงเรียนกวดวิชาเริ่มเห็นสัญญาณว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ แต่หลายคนเชื่อว่าเศรษฐกิจจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในปีถัดไป จึงยังคงเห็นการลงทุน แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาดหมาย เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น และยังต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมือง ทำให้ได้รับผลกระทบหนัก  โดยโรงเรียนกวดวิชาคณิตศาสตร์บางแห่ง จำนวนผู้เรียนที่เคยมีมากถึง 400-500 คน ขณะนี้ลดลงเหลือ 200-300 คน  ซึ่งแน่นอนว่ากระทบกระเทือนต่อผลประกอบการอย่างแน่นอน"

ด้านนายณณัฏฐ์  เขมโสภต  ผู้จัดการทั่วไปแฟรนไชส์สอนศิลปะเด็ก โกลเบิลอาร์ต แอนด์ครีเอทีฟ  กล่าวว่า โกลเบิลอาร์ต  ปรับกลยุทธ์การทำตลาดในครึ่งปีหลังเพื่อรองรับกับสถานการณ์ด้านการลงทุนและการแข่งขันในปัจจุบัน  โดยนำเสนอแนวคิดภายใต้หลัก Economy of Scale เข้ามาใช้ เริ่มต้นโดยการลดขนาดการลงทุนของพื้นที่ลงเหลือ 50 ตารางเมตร สามารถจัดสรรเป็น 1 ห้องเรียนใหญ่ และ  1 ห้องเรียนเล็ก  รองรับผู้เรียนได้ 60-80 คน ใช้เงินลงทุน 400,000 บาทต่อสาขา และสามารถคืนทุนได้ภายใน 2  ปี จากเดิมที่ต้องใช้พื้นที่ 80 ตารางเมตร จัดสรรเป็นห้องเรียนได้ 2-3 ห้อง รองรับผู้เรียนได้ 100 คน  ใช้เงินลงทุน 450,000-600,000 บาทต่อสาขา สามารถคืนทุนได้ใน 2.5-3 ปี ซึ่งการลงทุนดังกล่าวเหมาะสำหรับแฟรนไชส์ที่ต้องการลดความเสี่ยงและต้องการคืนทุนเร็ว เพราะสามารถประหยัดเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายที่ตามมาด้วย

"การลงทุนในรูปแบบใหม่นี้ โดยเฉลี่ยสามารถลดต้นทุนได้ 25% และทำให้คืนทุนได้เร็วขึ้น  โดยรูปแบบนี้ทดลองนำมาใช้กับโกลเบิลอาร์ต ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยลดขนาดพื้นที่ลงเหลือเพียง 30 ตารางเมตร ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีมาก ในอนาคตจึงคาดว่าจะมีประเทศอื่นสนใจในโมเดลเดียวกันด้วย โดยรูปแบบใหม่นี้ปัจจุบันมีสาขาที่เริ่มดำเนินการแล้ว ได้แก่ บองมาร์เช่"

อย่างไรก็ดี โกลเบิลอาร์ต เน้นการขยายสาขาเพิ่มในต่างจังหวัด หลังจากที่พบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้ความสนใจส่งบุตรหลานเรียนด้านดนตรีและศิลปะมากขึ้น ขณะที่จากการชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีสาขาเปิดให้บริการทั้งจามจุรี สแควร์ ,ฟอร์จูน และสีลม ทั้งนี้ในอนาคตผู้สนใจร่วมลงทุนแฟรนไชส์รายใหม่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยในครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีสาขาใหม่เกิดขึ้นรวม 12 แห่ง แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ 2 แห่ง และต่างจังหวัด 10 แห่ง จากปัจจุบันที่มีสาขารวม 55 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 40 แห่งและต่างจังหวัด 15 แห่ง

สำหรับธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา  ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาส่งผลให้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะในปี 2547-2548 มีจำนวนโรงเรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว  ขณะที่ปี 2549 มีสัดส่วนของนักเรียนที่เข้าเรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้น 50% ส่งผลให้มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นจาก 5,000  ล้านบาทเป็นหมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา